การเมืองไทยตอนนี้คงต้องบอกว่าเข้าขั้นเลวร้ายสุดๆ พันธมิตรยังไม่ถอยออกจากทำเนียบ แล้วทำไมถึงยังไม่ถอยออกจากทำเนียบ รัฐบาลและตำรวจสามารถประนีประนอมได้ แต่ทำไมไม่ประนีประนอม กลับใช้วิธีรุนแรง ข้ออ้างเพื่อให้รัฐบาลเข้าไปแถลงนโยบายในรัฐบาล และวันนี้ยังมีกลุ่มนายตำรวจเกษียณราชการออกข่าวว่าจะบุกยึดทำเนียบคืน เหมือนต้องการให้ปฎิวัติ หลายฝ่ายอยากให้ทั้งสองฝ่ายถอยกันคนละก้าว แต่ทำไมยังไม่ถอยกันล่ะ
ในตอนที่สถานการณ์ยังพอคุยกันได้ แม้พันธมิตรจะเข้ายึดทำเนียบเสียก่อน แต่รัฐบาลก็เดินเกมพลาด โดยตำรวจตั้งข้อหาร้ายแรง กบฏ ทำให้ 9 แกนนำต้องสู้หลังพิงฝาเพราะไม่มีทางให้ถอย และรัฐบาลยังผูกเงื่อนด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉิน เหมือนจะต้องการให้ปฏิวัติ เพราะมองว่ายังไงก็ตาม เมื่อมีรัฐประหารฝ่ายตัวเองจะได้เปรียบ โดยสรุปการทำให้พันธมิตรเป็นกบฏ คือเงื่อนที่ทำให้แกนนำพันธมิตรไม่มีทางลง ถอยไม่ได้
จนกระทั่งนายสมัคร สุนทรเวช ได้ออกจากตำแหน่งไป นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ บรรยากาศการเมืองเหมือนจะเย็นลง เพราะนายสมชายดูมีท่าทีประนีประนอม ดูได้จากการเข้าพบผู้ใหญ่หลายๆ คนในบ้านเมือง การส่งตัวแทนเจรจากับแกนนำพันธมิตรไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางลับ จนดูเหมือนว่าเหตุการณ์น่าจะจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง
เหมือนเงื่อนที่รัฐบาลสมัยนายสมัครผูกเอาไว้กำลังจะกลายแต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายขึ้นเมื่อ ตำรวจได้จับกุมตัวสองแกนนำพันธมิตรในข้อหากบฏ ทั้งที่ทุกอย่างกำลังจะคลี่คลาย หลายฝ่ายงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในตอนแรกแม้แต่พันธมิตรยังไม่คิดว่าเป็นฝีมือของนายสมชาย แต่คิดว่าเป็นฝีมือของตำรวจหรือมือที่สามที่ต้องการเสี้ยมให้รัฐบาลกับพันธมิตรขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้น
จนเหตุการณ์ที่ตำรวจเข้าสลายผู้ชุมนุมเพื่อเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีสามารถเข้าไปแถลงนโยบาย ทำให้พันธมิตรมองทันทีว่าเหตุการณ์จับแกนนำและสลายผู้ชุมนุมของตำรวจ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อยู่เบื้องหลังแน่ๆ และนี่คือปมใหม่ที่ทำให้พันธมิตรไม่ถอยและมีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในครั้งนี้ เพราะมีคนตายและเสียชีวิต เหมือนกับรัฐบาล โดยตำรวจต้องการให้ทหารออกมาปฏิวัติ
หากรัฐบาลและตำรวจไม่เข้าไปยุ่งกับพันธมิตร รัฐบาลก็ทำตัวเป็นรัฐบาลสัญจร แถลงนโยบาย ทำงานที่อื่นเสีย และรัฐบาลท่านมาจากการเลือกตั้ง ยิ่งนานวันพันธมิตรก็ยิ่งหมดความหมายไป ยิ่งพันธมิตรจะดาวกระจายในตอนนั้น ก็ยิ่งทำให้พันธมิตรยิ่งหมดความชอบธรรมไปเรื่อยๆ โมเมนตัมทางสังคมไทยที่รักความสงบก็จะหันมาทางท่าน แต่เหตุใดถึงทำการอาจหาญเพื่อเป็นการสร้างปมในสังคมให้ใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ยังมีปมที่เรามองไม่เห็นหรือเปล่า
เงื่อนปมสำหรับรัฐบาลที่น่ากลัวคือปมการยุบพรรคพลังประชาชนที่เรื่องอยู่ในชั้นศาลที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะทำให้นักการเมืองกลุ่มไทยรักไทยเก่าเป็นสุญญากาศอีกครั้ง แม้จะหาตัวแทนใหม่ได้ในครั้งต่อไป แต่การถูกศาลแขวนทางการเมืองสองครั้ง ย่อมไม่เป็นผลดีกับผลทางการเมืองเป็นแน่ และเป็นปมเร่งด่วนที่ทำให้รัฐบาลถอยไม่ได้ รอให้พันธมิตรเย้วๆ ต่อไปก็ไม่ได้ เพราะต้องอยู่ในอำนาจเพื่อแก้กฎหมายที่เขามองว่าไม่เป็นธรรมสำหรับกลุ่มเขาครั้งนี้
ปมยักษ์ต่อมา คือความพยายามที่จะแก้กฎหมายความผิดเลือกตั้งและเสนอแนวทางนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มบ้านเลขที่ 111 และบรรดาแกนนำพยายามจะช่วยเหลือนายทักษิณ ชินวัตร โดยคิดว่านายทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมทางตุลาการ
ปมยุบพรรคพลังประชาชนและปมบ้านเลขที่ 111 คือเงื่อนไขใหญ่ที่ทำให้กลุ่มไทยรักไทยเก่าไม่ถอย ยิ่งได้เป็นรัฐบาล ก็พยายามหาแนวทางให้กลุ่มพรรคพลังไทยรักไทยเก่า นั่นคือรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่ถอยแน่ๆ เพราะถ้าถอยตอนนี้ แล้วศาลตัดสินยุบพรรคพลังประชาชนอีก อำนาจทางการเมืองก็จะหดหายอย่างใหญ่หลวง ส่วนพันธมิตรที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ไม่ถอยแน่เพราะท่าทีของรัฐบาลหลายๆ ครั้งที่พยายามแก้กฎหมายเพื่อพรรคพวก
อีกฝ่ายก็มีปมจะโดยเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองเป็นครั้งที่สอง อีกฝ่ายก็โดนปมข้อหาซ่องสุมก่อจราจลโดนโทษทางอาญาค่อนข้างแน่แม้จะไม่โดนประหารชีวิตตามข้อหากบฎแล้วก็เถอะ แล้วอย่างนี้ทั้งสองฝ่ายจะถอยอย่างไรล่ะ เพราะทั้งสองฝ่ายก็มองว่าจะต้องดำเนินการทางตัวเองให้เสร็จ เพื่อให้ฝ่ายตัวเองพ้นผิด เพื่ออุดมการณ์ของฝ่ายตนเอง จบยากแฮะ
สงสารประชาชนที่ถูกทำร้าย สงสารตำรวจไทยชั้นผู้น้อยที่โดนสังคมประณาม ทั้งที่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาจากผู้ใหญ่ทุกๆ ฝ่ายในบ้านเมืองหน้าเดิมๆ กลุ่มปลุกระดมแต่ละฝ่ายก็หน้าเดิมๆ ตั้งแต่เหตุการณ์ตุลา พฤษภาทมิฬ
และถ้าเลือกตั้งอีกครั้งยังได้นักการเมืองหน้าเดิมๆ ที่โหยหาแต่อำนาจกลับมา เหตุการณ์แบบนี้ก็คงวนกลับมาอีก